Patumariya's profile.:: MON ::.PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 19

    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.

    ชีวิตไม่เที่ยง  ความตายเป็นของเที่ยง
     
    มันเป็นสัจธรรมของชีวิต..... ที่ทุกชีวิตเกิดมาย่อมมาการเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา
    ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย  เป็นวงจรของวัฏจักรชีวิต.   เกิด แก่ เจ็บ ตาย.  ไม่มีใครหนีวัฏจักรนี้พ้น

    จำได้ว่า "วัฏสงสารนี้ยาวไกลนัก"  เราเกิดตาย เกิดตาย มาหลายรอบนับไม่ถ้วนแล้ว
    หากคนเราระลึกอดีตได้  ก็คงจะพอให้เกิดความเบื่อหน่ายการเกิดไปได้บ้างนะ
    แต่เพราะความไม่รู้  หรือ อวิชชา นี่ไง  ....  มันได้สร้างภพ สร้างชาติ จำจองที่อยู่ที่เกิดให้เราซะเรียบร้อยแล้ว
    อันเป็นผลจากการกระทำของเรานี่เอง.
     
    วันนี้ รู้เพียงว่ายังมีลมหายใจอยู่  ได้อยู่กับลมหายใจ  รู้เท่าทันปัจจุบัน มันก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคนๆ หนึ่ง
    อดีตผ่านพ้นมาแล้ว อย่ามัวพะว้าพะวงกับอดีต     อนาคตยังมาไม่ถึง อย่าไปคาดหวังกับสิ่งที่ไม่แน่นอน
    ปัจจุบันเท่านั้น  ที่เป็นของเราอย่างแท้จริง   ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด.    นึกอะไรไม่ออกก็อย่าลืม ดูลมหายใจนะ

    ชีวิตที่เหลืออยู่ จะเป็นอย่างไร ?   ขีดเส้นทางเดินให้ตนเอง  โดยไม่ต้องไปคาดหวังกับผลอะไรมากนัก
    เพราะเราไม่สามารถบังคับสิ่งใดได้เลย   แต่ให้เชื่อว่า "กฏแห่งกรรม / ธรรมะ นั้นยุติธรรมเสมอ" 
    ยอมรับความเป็นจริงของธรรมชาติ ด้วยความเคารพธรรมชาติ แล้วเราก็จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ตามเป็นจริง

    หัวใจสีแดง ขอให้มีกำลังใจ......ในการมีชีวิตอยู่........ เรียนรู้และ รู้ที่จะเรียน....หัวใจสีแดง
    July 20

    พัทลุง

      
     
     05.jpg
     
    วันนี้รู้สึกคิดถึงบ้าน ... คิดถึงที่เคยอยู่อาศัย...คิดถึง "พัทลุง" จังหวัดที่ฉันเกิด.
    วันนี้ท่องเน็ต ได้มาเจอเว็บไซต์ ศูนย์ทะเลสาบสงขลา.
    มีข้อมูลประวัติศาสตร์จังหวัดพัทลุง รวบรวมเป็น e-book ไว้ครบถ้วน
    ทำให้รู้สึกว่า "เราเกิดที่นี่ โตที่นี่ ควรที่จะรู้ประวัติศาสตร์ถิ่นที่อยู่ของตัวเอง" นะ
    Picture015s.jpg
     
    ตอนนี้เจอเว็บไซต์แล้ว  ขอทำลิงค์ไว้ก่อน  แม้ว่าวันนี้ยังไม่ได้อ่านเต็มที่
    แต่ก็คิดไว้ว่า จะต้องกลับมาศึกษาอีกรอบ
     
    08.jpg
     
    04.jpg
    July 06

    ความคิดนั้นสำคัญฉะไน?

    ฉันได้เรียนรู้ว่า...คนเราจะสุข หรือ ทุกข์ ก็เพราะความคิด
    จะสำเร็จ หรือ ไม่สำเร็จก็เพราะความคิด อีกนั่นแหละ.

    หลายครั้ง ฉันรู้สึกเหนื่อย ล้า กับการเดินทางของชีวิตที่เลือก.
    แต่โชคยังดี ที่ยังได้มีผู้แนะนำแนวทาง ...ให้ฉันมีกำลังใจ และปรับกระบวนการคิด.

    ฉันเคยรู้สึกว่า "สิ่งที่ฉันทำแต่ละวัน ไปอ่านหนังสือที่มหาวิทยาลัย...ก็เหมือนว่า มันจะไม่ได้อะไร"
    ความคิดนี้วนๆ เวียนๆ ในสมอง   มันก็มึน มันก็ตื้อ.....

    อันที่จริงหากฉันรู้จักใช้ศักยภาพ"ของพลังจิตแห่งความสร้างสรรค์"  ฉันก็จะรู้ว่า   ไม่มีคำว่าไม่ได้อะไร หรอก
    เพราะแม้แต่ในความว่า ทุกข์ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้....มันได้อยู่เสมอ.
    เมื่อเราทำเราก็ได้.... มันไม่ได้ เมื่อไม่ใช้ปัญญา พิจารณาต่างหากล่ะ.

    นะ ต่อไปนี้ จะเริ่มใหม่  คิดใหม่  ทำใหม่  "คำว่า ไม่มี ไม่ได้อะไร จะไม่มีในเรานับแต่นี้"
    ขอให้จิตใจดวงนี้  มีแต่คำว่า "เต็ม เบิกบาน บริสุทธิ์ อยู่เสมอ"
    ยิ้ม
    May 16

    มหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ตอนที่ 8

    ทศชาติชาดก
    เรื่อง มหาชนก ผู้ยิ่งด้วยวิริยบารมี ตอนที่ 8


    จากตอนที่แล้วพระโพธิสัตว์ เมื่อทรงทราบว่า เรือจะต้องอับปางแน่นอน จึงได้รีบเสวยน้ำตาลกรวดคลุกกับเนยจนอิ่ม จากนั้นก็นำผ้าเนื้อเกลี้ยงสองผืนที่ชุบน้ำมันจนชุ่ม ทรงนุ่งให้กระชับ ประทับยืนเกาะเสากระโดง แล้วก็ทรงปีนขึ้นไปประทับยืนบนยอดเสากระโดงนั้น

    ในเวลาเรือจมลง ก็ทรงกำหนดทิศที่ตั้งของเมืองมิถิลา แล้วก็กระโดดจากยอดเสากระโดงไปทางทิศนั้น ข้ามพ้นฝูงปลาร้ายไปตกอยู่ในที่ไกลจากเรือ

    พระมหาชนกนั้น ทรงเพียรแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทร จนถึงวันที่ ๗ ได้ทรงสังเกตเห็นพระจันทร์เต็มดวง ก็ทรงรู้ว่าวันนี้เป็นวันอุโบสถ จึงใช้น้ำทะเลบ้วนพระโอษฐ์ และทรงสมาทานอุโบสถศีล


    ในวันนั้น นางมณีเมขลาได้มาตรวจตรามหาสมุทร ก็เห็นพระมหาชนกโพธิสัตว์ กำลังทรงแหวกว่ายอยู่กลางมหาสมุทรจึงคิดว่า “ถ้าพระมหาชนกสิ้นพระชนม์ในมหาสมุทร เราจะมีความผิดอย่างมหันต์” จึงรีบเหาะมาสถิตอยู่ในอากาศ เหนือท้องมหาสมุทรตรงที่พระโพธิสัตว์กำลังว่ายน้ำอยู่ นางเกิดความอัศจรรย์ใจ ว่าแม้ฝั่งก็มองไม่เห็น แล้วพระองค์จะว่ายไปทำไม จึงถามว่า

    “ใครหนอ แม้จะแลไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ท่านเห็นประโยชน์อะไรจึงพยายามว่ายอยู่อย่างนี้”

    พระโพธิสัตว์ จึงตรัสตอบว่า

    “เราเห็นปฏิปทาของโลกและอานิสงส์แห่งความเพียร จึงพยายามเรื่อยไป หากไม่พากเพียรแล้วจะพบความสำเร็จได้อย่างไร”

    นางมณีเมขลาได้ฟังความตั้งใจอันแน่วแน่ของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็อัศจรรย์ เกิดกำลังใจใคร่จะฟังธรรมมากพระโพธิสัตว์ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จึงถามต่ออีกว่า

    “มหาสมุทรลึกจนประมาณไม่ได้ แม้ฝั่งก็ไม่ปรากฏ ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านทำไปก็เปล่าประโยชน์ ไม่ทันถึงฝั่งท่านก็จะต้องตายอย่างแน่นอน ท่านจะเพียรพยายามไปทำไมกัน”

    พระมหาชนกตรัสว่า

    “ท่านพูดอะไรอย่างนั้น เราทำความพยายาม แม้จะตายก็พ้นคำครหา บุคคลเมื่อกระทำความเพียร แม้จะตายก็ได้ชื่อว่า ไม่เป็นหนี้ในระหว่างหมู่ญาติ กับทั้งบิดามารดาและเทวดา อนึ่ง บุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชาย ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง ดูก่อนเทพธิดา บุคคลเมื่อทำความเพียร แม้จะตายก็ไม่เป็นหนี้ ย่อมไม่ถูกติเตียนในระหว่างหมู่ญาติ แม้เทวดาและพรหมก็สรรเสริญ”


    เทพธิดากล่าวแย้งว่า

    “ท่านมหาบุรุษ การงานอันใด แม้ทุ่มเทจนสุดกำลังแล้ว ก็ยังไม่บรรลุผลสำเร็จ การงานนั้นก็นับว่าไร้ผล เป็นความสูญเสียเปล่า ไม่เกิดประโยชน์ การทำความพยายามในฐานะอันไม่สมควรจนตัวเองต้องตาย ความพยายามนั้นจะมีประโยชน์อะไร”

    พระมหาชนกได้สดับแล้ว เมื่อจะทรงยืนยันว่าความเพียรเป็นสิ่งที่ควรทำ แม้ชีวิตจะวอดวายไปก็ตาม จึงตรัสต่อไปว่า

    “ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้ใดรู้แจ้งว่าการงานที่ทำจะไม่ลุล่วงไปได้ ถ้าผู้นั้นละความเพียรนั้นเสีย ก็ชื่อว่าไม่รักษาชีวิตของตน พึงรู้เถิดว่า นั่นเป็นผลแห่งความเกียจคร้านโดยแท้

    ดูก่อนเทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้ มองเห็นผลแห่งความประสงค์ของตน จึงประกอบการงานทั้งหลาย ไม่ว่าการงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม

    ดูก่อนเทพธิดา ท่านก็เห็นประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่นๆ จมลงในมหาสมุทรหมดแล้ว มีแต่เราคนเดียวยังว่ายอยู่ ก็เพราะความเพียรพยายามนี้เอง จึงทำให้เราได้เห็นท่านซึ่งมาสถิตอยู่ใกล้ๆ เรานั้นจักพยายามอย่างสุดความสามารถ จะทำความเพียรที่บุรุษควรทำ เพื่อไปถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรนี้ให้จงได้”


    เทพธิดาได้สดับพระวาจาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของพระโพธิสัตว์ ก็รู้สึกอัศจรรย์ในหัวใจที่ปราศจากความย่อท้อของพระมหาชนก นึกเลื่อมใสในคำภาษิตของพระองค์ จึงกล่าวสรรเสริญ พร้อมทั้งเชื้อเชิญให้ขึ้นจากมหาสมุทรว่า

    “ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม ด้วยกิจคือความเพียรของบุรุษ ไม่ยอมจมลงในห้วงมหรรณพซึ่งกว้างใหญ่ประมาณมิได้เห็นปานนี้ ท่านนั้นจงไปยังสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด”

    เราจะเห็นได้ว่า ผู้มีความเพียรอย่างแท้จริงนั้น แม้ทอดสายตาออกไป จะไม่เห็นขอบฝั่งแห่งทะเล แต่จิตใจของท่านก็ไม่ท้อแท้ เมื่อรู้ว่าทะเลย่อมมีฝั่ง จึงคิดแต่จะว่ายไปให้ถึงฝั่งให้ได้


    เมื่อเรี่ยวแรงยังไม่สิ้นสุด ท่านก็จะไม่หยุดยั้งในการทำความเพียร เพราะผู้ที่มีความเพียรแม้จะไม่สำเร็จก็ย่อมได้รับการสรรเสริญ

    ท่านทั้งหลาย คงได้ทราบถึงหัวใจที่กว้างใหญ่เกินฟ้าครอบของพระโพธิสัตว์กันแล้ว ว่าจะไม่ยอมหยุดทำความเพียรจนกว่าจะถึงเป้าหมาย แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต ซึ่งเมื่อนางมณีเมขลาได้ฟังถ้อยคำที่มุ่งมั่นของท่านแล้ว ก็ได้กล่าวสรรเสริญ

    เทพธิดาได้ถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านประสงค์จะไปในที่ใด เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสว่า มิถิลานคร นางจึงได้อุ้มพระมหาชนกโพธิสัตว์ขึ้นจากน้ำ โดยใช้แขนทั้งสองประคองให้นอนแนบทรวง พาเหาะไปในอากาศเหมือนมารดาอุ้มบุตรอันเป็นที่รัก ฉะนั้น


    ขณะนั้น พระโพธิสัตว์มีผิวกายซูบซีดเศร้าหมองเปื่อยยุ่ย เพราะทรงแช่อยู่ในน้ำทะเลตลอด ๗ วัน ครั้นได้รับสัมผัสอันเป็นทิพย์ที่อบอุ่นนุ่มนวลของนางเทพธิดา ร่างกายก็กลับคืนสู่สภาพปกติได้บรรทมหลับไปอย่างมีความสุข

    นางมณีเมขลาได้นำพระมหาชนกไปถึงมิถิลานคร ให้บรรทมบนแผ่นมงคลศิลาในสวนมะม่วงโดยคลุมผ้าไว้ และมอบให้ภุมเทวดาในสวนอารักขาต่อไป แล้วจึงกลับไปสู่ที่อยู่ของตน

    ที่มา
    http://www.dmc.tv/pages/jataka/mahajanaka08.html
    March 10

    ฉันได้เรียนรู้ว่า.........................

     
    3 วันที่ผ่านมา ได้ประสบกับความทุกข์ อันเกิดจากความประมาทของตนเอง
    แต่ในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่า "ทุกข์ที่เกิดนั้น มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ ความจริงของชีวิตมากขึ้น"

    เหตุเพราะ ข้อมูลทั้งหมดในเครื่องคอมพิวเตอร์ หายหมดเกลี้ยง  เนื่องจากตัวเอง ไปโคลนไฟล์
    image ที่เคยสร้างไว้เนื่องจากอยู่ๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ดับไปเฉยๆ ด้วยความสงสัยว่า เป็นเพราะ
    ไวรัส หรือ เพราะอุปกรณ์เสื่อม.  

    ประเด็นแรกมองไปที่ซอฟต์แวร์  หากเกิดจากความผิดปกติของซอฟต์แวร์ก็จะลงโปรแกรมใหม่  
    จึงตัดสินใจที่จะใช้ตัวอิมเมจที่สร้างไว้  ด้วยโปรแกรม Hirent Boot CD  ก่อนจะทำก็ชั่งใจอยู่ว่า  
    กลัวข้อมูลจะหาย  จึงนำซีดีมาวางไว้ กะว่า เอาข้อมูลสำคัญออกก่อน

    แต่อีกใจหนึ่ง มันบอกตัวเองว่า  เสียเวลาน่า....  ไม่หายหรอก   จึงตัดสินใจทดลองทำ....... 
    (วันนั้น รู้สึกได้ว่า ตัวเองอารมณ์ไม่ปกติ มีความกังวล น้อยใจอะไรบางอย่าง)   พอโปรแกรม
    เริ่มทำงาน ก็รู้สึกว่า มันไม่เหมือนที่เราเคยทำแบบเดิมๆ นี่นา   ใจหนึ่งคิดว่า  cancle น่า
    อีกใจก็บอกตัวเองว่า  ไม่ลองไม่รู้น่า   จะเป็นไงเป็นกัน.......... สุดท้ายโปรแกรมทำงานเสร็จ

    รีบู๊ตเครื่อง.......ปรากฏว่า   ข้อมูลจากไดร์ส 5 ไดร์ส  มีเหลือเพียงไดร์ส C ไดร์สเดียว  มีเพียง
    Windowsและโปรแกรมที่โคลนไว้......ตกใจมาก.......  จะทำไงดีละเนี่ย   งานต้องส่งด้วย  .... 
    งานวิจัยในรายวิชา ต้องส่ง 16 นี้แล้ว  และ 14 นี้ก็ต้องสอบภาษาอังกฤษอีก   
    ดัน ไม่ได้ Back Up ไว้เลย........ อุตสาห์ร่วมรวมข้อมูลไว้..........กะว่าจะเริ่มจัดการเอามา
    อ่านสรุปความคิดสักหน่อย..........มันหายหมดแล้ว..

    แต่ก็คิดว่า บางที่มันอาจจะมีวิธีกู้ไฟล์ก็ได้  ตัดสินใจรีบนำคอมฯ ไปร้านซ่อมฯ  
    ร้านที่  1  บอกว่า กู้ไม่ได้  ถ้าได้ก็น้อยมาก ซึ่งต้องเป็นคนที่เก่งๆ จริงๆ เท่านั้น   แต่ตนกู้ไม่ได้    
    จึงไปร้านที่ 2  ร้านที่ 2  บอกว่า   ไม่ได้ หากไดร์สรวมเหลืออันเดียว

    เราถอดใจ  ทำใจยอมรับความเป็นจริง....

    "ตอนนั้นความรู้สึกมันเหมือนกับ  คนที่สูญเสียสิ่งที่เราสร้างมาด้วยมือ ด้วยหัวใจเลยนะ 
    ก็ข้อมูลเราอุตสาห์สะสมมาตั้งเยอะแยะ  หายไปต่อหน้าต่อตา     ใจมันนึกไปถึงคนที่สูญเสียบ้าน 
    ทรัพย์สิน ตอนเกิดพายุเกย์  หรือ ซึนามิ  มันรับรู้ได้ว่า คนที่สูญเสีย  เขาทุกข์อย่างไร...........
    โชคดี  ฝึกสติมาบ้าง ทำให้พอประทังความเศร้าโศกลงได้   และโชคดีที่มีกัลยาณมิตร คอยชี้แนะให้
    เราเห็นว่า  ให้เราคิดดูว่า  หากเราต้องเสียบุคคลอันเรารักละ   เราจะเสียใจขนาดไหน 
    หากให้แลกกันเราจะยอมไหม เราจะทนได้ไหม


    จึงให้สัญญากับตนเองว่า  ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร  ต้องสูญเสียอะไร  เราจะไม่สูญเสียกำลังใจ.........
    ในการเริ่มต้น.  เริ่มช้าๆ  ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัว  สักวันก็คงถึงฝั่ง   และยอมรับตามความเป็นจริง.

    ในวันนั้น  โชคดีได้รับกำลังใจจากเพื่อน  ..  พร้อมกับการให้คำแนะนำที่ดีๆ      เราขอขอบคุณอย่างยิ่ง.
    ความรู้สึกดีๆ ที่เราได้รับ  มันช่วยให้เรามีกำลังใจมากขึ้น    เราไม่มีสิ่งใดตอบแทนความรู้สึกดีๆ
    ความจริงใจที่เพื่อนให้มา  เพราะมันไม่สามารถประมาณค่าได้    เราตั้งใจว่า หากเมื่อใดที่เรามีความพร้อม
    มีโอกาสเราจะไม่ลืมความดีที่เพื่อนช่วยเหลือเรา

    ถึงวันนี้  มีหลากหลายเรื่องราว  ยามที่เรามีปัญหา มีเรื่องทุกข์ใจ  เพื่อนหลายท่าน ได้ให้
    ความช่วยเหลือกแก่เรา เราขอขอบคุณคะ    ขอบคุณด้วยความจริงใจ    ขอให้ทุกคนมีความสุข 
    สมหวังในสิ่งที่มุ่งหวัง อันประกอบด้วยความดีงามทั้งหลาย
     
     
     
     
    October 06

    เมื่อทำร่มหาย....

     
    เมื่อวานตอนเย็นทำร่มหาย   แต่ก็พอจำได้ว่าหายตอนที่กำลังจะกลับหอ  นั่น คือ ถ้าไม่ที่ร้านขายผลไม้ 
    ก็ร้านขายข้าวแกง หรือไม่ก็ ร้านขายขนม.

    แต่พอเช้าก็จำเป็นต้องเข้าคณะ หากไม่เอาร่มไปก็เกรงว่าฝนจะตก...ก็เลยต้องซื้อร่มใหม่ 
     
    ในใจก็กำหนดว่า  ร่มจะได้คืนก็ดีไม่ได้คืนก็ดี  ก็ไม่เป็นไร   หากได้คืนมา  เราก็มีร่ม 2 คัน 
    อีกคันเราก็จะเอาไปให้หลาน

    ตอนเที่ยงโทรเล่าเรื่องนี้กับแม่....บอกว่า ลูกทำร่มหาย  และลูกก็ได้ซื้อร่มคันใหม่ 
    เพราะว่า สิ่งใดจำเป็นต้องใช้ก็ต้องซื้อ ราคา 80 บาท

    คำพูดของแม่ .... ทำให้เรารู้สึกประทับใจมาก
     
    แม่สามารถคิดให้เป็นบุญได้.....
    แม่บอกว่า  "ร่ม ถึงหายไป มันก็เป็นร่ม   คนที่พบเขาก็ได้ใช้ ...... แต่อย่าทำให้หายบ่อยนักนะลูก"  

    ซึ่งปกติแม่จะย้ำเราเสมอ   
    ในเรื่องของการให้เป็นคนที่ไม่สะเพร่า  รักษาของใช้ส่วนตนให้ดี  
    ให้มีสติในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง

    ยิ้ม แม่เก่งจังเลยค่ะ..... แม่สามารถคิดบวกได้กับเรื่องนี้.

    เราได้รับความคิดดีๆ จากแม่ .... ลูกรักพ่อแมที่สุดเลยค่ะ.

     My lovely  nieces and nephews

         
        
     
     

    August 17

    ความโกรธ พาล บัณฑิต

    080053-new 
     
     
    วันหนึ่งหลานสาวมาถามว่า
     
         น้องอิง : "น้ามนต์  น้องอิงอยากรู้ว่า ใครผิด ... เรื่องมีอยู่ว่า
                     เพื่อนคนหนึ่งเขาโกรธเพื่อนอีกคน แล้วเขาก็ขว้างของ มันพลาดมาโดนน้องอิง
                     น้องอิงก็รู้นะ ว่าเขาไม่ได้แกล้ง  แต่ว่า เขาไม่ขอโทษ.    แล้วเขาก็เดินไป
                     น้องอิงนึกขึ้นได้ น้องอิงก็ตามไปว่าด่าเขา หาว่าเขาทำผิดแล้วไม่ขอโทษ.
                     น้ามนต์ คิดว่า ใครผิดคะ??
     
    น้ามนต์   :  ขอให้น้องอิงพิจารณาดูจิตตัวเองนะคะ.  นึกภาพตอนที่เกิดเรื่องสิ
                   ตอนที่น้องอิง  ไปด่าเพื่อน  จิตน้องอิงเป็นอย่างไร? 
     
         น้องอิง  :  โกรธ ค่ะ
     
    น้ามนต์   : เก่งมากค่ะ ที่น้องอิงรู้ว่า น้องอิง โกรธ   แล้ว ความโกรธ นี้ดีหรือไม่ดีคะ
     
         น้องอิง  :  ไม่ดี ค่ะ   
     
    น้ามนต์   : ตอนน้องอิงโกรธเพื่อน จิตทุกข์ หรือ สุข  ร้อน หรือ เย็น คะ
     
         น้องอิง  :  เป็นทุกข์ค่ะ   น้ามนต์คน  แต่ว่า  เพื่อนเอาของมาปาถูกน้องอิงก่อนนะคะ 
                       และน้องอิงก็เจ็บมากด้วย  ใครผิดมากกว่ากันคะ
     
    น้ามนต์   :  คนพาล มีปกติมักโกรธ  
                   คนพาล มีปกติเพ่งโทษผู้อื่น  
                   คนพาลเมื่อรู้ว่าตนทำผิดแล้ว ไม่ขอโทษ 
                   คนพาลเมื่อเขาขอโทษแล้วไม่ยกโทษให้   
                   คนพาลเมื่อรู้ตัวว่าตนทำผิดก็นับว่ายังมีแววของบัณฑิตอยู่บ้าง

                   บัณฑิต มีปกติไม่มักโกรธ 
                   บัณฑิตมีปกติไม่เพ่งโทษผู้อื่น  
                   บัณฑิตเมื่อรู้ว่าตนทำผิดแล้วขอโทษ 
                   บัณฑิตเมื่อเขาขอโทษแล้วยกโทษให้ 
     
                   ถ้าเพื่อนรู้ว่า ตนทำผิดแล้วไม่ขอโทษ นั้นคือ มีนิสัยแห่งความเป็นพาลอยู่      
                   หากน้องอิง ไม่อยากมีนิสัยแห่ง พาล ก็จะต้องไม่โกรธ
                   แต่ทีนี้  น้องอิงบอกว่า เพื่อนไม่ได้โกรธน้องอิง   แต่มันพลาดมาโดนน้องอิง 
                   น้องอิงรู้ว่าเพื่อนไม่ได้แกล้ง แล้วน้องอิงไปโกรธ ถูกหรือผิด
     
         น้องอิง  :  น้องอิงโกรธ น้องอิงผิด แต่เพื่อนทำผิดแล้วไม่ขอโทษ
     
    น้ามนต์   :   พระพุทธเจ้ากล่าวว่า "ผู้โกรธก่อนว่าเลวแล้ว ผู้โกรธทีหลังเลวกว่า"
                   บัณฑิตย่อมพิจารณาตน มองตน  เห็นความผิดตน  ปรับปรุงตน   
                   น้องอิง ต้องการเป็นพาลหรือบัณฑิต  เลือกเอาเอง?  
                   การเป็นพาลหรือบัณฑิตอยู่ที่การกระทำของตนเอง
     
     

     
    July 06

    วิมุตติธรรม

    vimuti
     

    DOWNLOAD HERE (5,967 KB)

    วิมุตติธรรม ฉบับปรับปรุง (เพิ่มเติมและปรับปรุงเนื้อหาในภาคที่ 8)
    โดย พระอาจารย์นาวี ปิยทัสสี ภิกขุ

    สังสารวัฏ

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ไ่ด้
    เมื่อเหล่า่สัตว์ผู้มีอวิชชา เป็นที่กางกั้นมีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้

    ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่อนไม้ที่บุคคลโยนขึ้นไปบนอากาศ
    บาง
    คราวก็ตกลงทางโคน บางคราวก็ตกลงทางขวาง บางคราวก็ตกลงทางปลาย
    แม้ฉันใดสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง
    ประกอบไว้
    ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ก็ฉันนั้นแล บางคราวก็จากโลกนี้ไปสู่
    ปรโลก
    บางคราวก็จากปรโลกมาสู่โลกนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุใด เพราะว่า

    สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้...”(2)

    “พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ กัปหนึ่งนั้นนานมาก
    มิใช่
    ง่ายที่จะนับกัปนั้นว่าเท่ากัปนั้น  เท่ากับนี้ปี  เท่านี้ ๑๐๐ ปี  
    เท่านี้ ๑,๐๐๐ ปี หรือว่า เท่านี้
    ๑๐,๐๐๐ ปีฯ
    ดูก่อนภิกษุ เหมือนอย่างว่า ภูเขาหินลูกใหญ่ยาวหนึ่งโยชน์
    กว้างหนึ่งโยชน์
    สูงหนึ่งโยชน์ ไม่มีช่อง ไม่มีโพรง เป็นแท่งทึบทั้งก้อน

    บุรุษพึงเอาผ้าแคว้นกาสีมาปัดภูเขานั้น ระยะเวลาที่ปัด ๑๐๐ ปีต่อครั้ง
    ภูเขาหินลูกใหญ่นั้น พึงหมดไป สิ้นไป เพราะความพยายามนี้ยังเร็วกว่าแล
    ส่วนกัปหนึ่งยังไม่ถึงกาลหมดไป สิ้นไป ระยะกัปนานอย่างนี้แล

    บรรดากัปที่นานอย่างนี้ พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วในวัฏสงสาร 
    มิใช่หนึ่งกัป มิใช่ร้อยกัป มิใช่พันกัป มิใช่แสนกัป... ข้อนั้นเพราะเหตุไร
    เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ

    ดูก่อน  ภิกษุทั้งหลายก็เหตุเพียงเท่านี้เพียงพอแล้วที่จะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง
    เพียงพอเพื่อจะละคลายความกำหนัดเพื่อก้าวไปสู่ความหลุดพ้น
    ...”
    (3)

                                                                       (2) สํ.นิ. 16/132/244 ทัณฑสูตร

    ~~~~~ อนุโมทนา กับทุกท่าน ผู้ปฏิบัติเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นสังสารวัฏ ~~~~~~

     

    June 28

    28 มิถุนายน






    : ความผิดคนอื่น มองเห็นได้ง่าย  ความผิดของตน มองเห็นได้ยาก
    January 09

    มงคลชีวิต

    lotus-clipart-picture1lotus-clipart-picture7 lotus-clipart-picture4 lotus-clipart-picture10 lotus-clipart-picture1

    มงคล 38 ประการ

    มงคล คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต
    ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ นำมาจากบทมงคลสูตร
    ที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญ
    หรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งมี ๓๘ ประการได้แก่


    ๑. การไม่คบคนพาล
    ๒. การคบบัญฑิต
    ๓. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
    ๔. การอยู่ในถิ่นอันสมควร
    ๕. เคยทำบุญมาก่อน
    ๖. การตั้งตนชอบ
    ๗. ความเป็นพหูสูต
    ๘. การรอบรู้ในศิลปะ
    ๙. มีวินัยที่ดี
    ๑๐.กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
    ๑๑.การบำรุงบิดามารดา
    ๑๒.การสงเคราะห์บุตร
    ๑๓.การสงเคราะห์ภรรยา
    ๑๔.ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
    ๑๕.การให้ทาน
    ๑๖.การประพฤติธรรม
    ๑๗.การสงเคราะห์ญาติ
    ๑๘.ทำงานที่ไม่มีโทษ
    ๑๙.ละเว้นจากบาป
    ๒๐.สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
    ๒๑.ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
    ๒๒.มีความเคารพ
    ๒๓.มีความถ่อมตน
    ๒๔.มีความสันโดษ
    ๒๕.มีความกตัญญู
    ๒๖.การฟังธรรมตามกาล
    ๒๗.มีความอดทน
    ๒๘.เป็นผู้ว่าง่าย
    ๒๙.การได้เห็นสมณะ
    ๓๐.การสนทนาธรรมตามกาล
    ๓๑.การบำเพ็ญตบะ
    ๓๒.การประพฤติพรหมจรรย์
    ๓๓.การเห็นอริยสัจ
    ๓๔.การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
    ๓๕.มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
    ๓๖.มีจิตไม่เศร้าโศก
    ๓๗.มีจิตปราศจากกิเลส
    ๓๘.มีจิตเกษม


    ไว้เตือนใจให้ประพฤติปฏิบัติ...อยากได้ อะไรก็ต้องทำเอา
    ไม่ทำไม่ได้ ... ทำแล้วได้ ... อยากได้มงคล ก็ต้องปฏิบัติในสิ่งที่เป็นมงคล

    @ คนจะดีจะเลว อยู่ที่การปฏิบัติ ใช่อยู่ที่คำคนกล่าว
    @ การถูกติฉินนินทา เป็นธรรมดาของโลก




    January 06

    เขาจ้างให้มาเรียน

     
    เหตุเกิดเระหว่างที่นั่งกินข้าว ขนม ของวันนี้
    ฉันระลึกขึ้นมาได้ว่า...ฉันนี่ช่างมีโอกาสดีเหลือเกิน
    เมื่อเทียบกับหลายคนที่เขาต้องทำงานเพื่อแลกกับอาหารแต่ละมื้อ

    ระลึกได้ถึงตรงนี้...ก็ทำให้หวนนึกถึงพระคุณของแผ่นดิน
    เป็นข้าราชการก็ดีอย่างนี้...ได้มีโอกาสเรียนต่อ แถมยังมีเงินเดือนใช้จ่าย
    แต่นั่นหล่ะ ...  เมื่อเขาให้โอกาสแก่เรามา
    เราเป็นผู้รับ  จะต้องระลึกถึงเสมอว่า  เงินทุกบาท ทุกสตางค์
    ที่เราได้รับมาอย่างง่ายดายนี้   นั่นคือ พระคุณ ซึ่งเราต้องตอบแทน
    "เขาจ้างเรามาเรียน"  หน้าที่เราในตอนนี้คือ ต้องเรียนให้สำเร็จ

    แต่ถึงอย่างนั้น "การเรียนสำเร็จ"  เพียงอย่างเดียวนั้น
    คงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ให้ทุนต้องการ
    .... เพราะจริงๆ แล้ว
    การให้ทุนในการเรียนต่อนั้น   เขาต้องการได้บุคลากรที่มีคุณภาพ
    นั้นคือ มีความรู้และคุณธรรม  พร้อมทั้งสามารถที่จะนำสิ่งที่ได้
    มาก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

    ดังนั้น  หน้าที่ในการเรียนนี้   เราจะหวังเพียง  ผลลัพธ์สุดท้าย คือ เรียนจบ
    โดยไม่สนกระบวนการที่ได้มาซึ่งการเรียนจบ นั้นไม่ได้


    เพราะในความเป็นจริงแล้ว "กระบวนการ" นั้นสำคัญกว่า ผลลัพธ์
    จะมีค่าอะไร  หากใบประกาศนียบัตรที่ได้มา ต้องแลกกับการกระทำที่ผิดๆ
    ในการเรียน  เราจะต้องเคารพกฏระเบียบของสถาบันฯ
    คุณค่าของความเป็นคน คือ สิ่งเดียวที่จะทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจในตนเองได้

    หลายครั้ง ที่สถานการณ์อาจบีบบังคับให้คนเราทำอะไรที่ผิดพลาดได้
    แต่ หากเรามีภูมิต้านทานที่ดี  มีจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่ในคุณค่าของความเป็นคนแล้ว
    เราก็จะไม่ยอมแลกสิ่งที่ต้องการ  กับ การต้องสูญเสียคุณค่าความเป็นคนของตน

    สิ่งที่เราอยากบอกคือ  คุณธรรมจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
    ทุกขั้นตอนของการกระทำจะต้องประกอบด้วยจิตสำนึกที่จะเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม  
    เพราะ มันเป็นสิ่งที่จะทำให้เรากราบไหว้ตนเองได้!!!

    โดยเฉพาะ ผู้เป็นครู  ซึ่งจะต้องไปเป็นแบบอย่างของศิษย์
    หากตัวเราเองยังละเลยต่อคุณธรรม จริยธรรม ยอมทำทุกทางเพื่อที่จะ
    ได้มาซึ่งความสำเร็จตามที่สังคมเขายกย่องกัน 
    แล้วถ้าลูกศิษย์เรากระทำบ้าง ....เราจะสอนหรือแนะนำเขาอย่างไร???

    เป็นข้อคิดเล็กๆ  ที่นึกขึ้นได้....ฝากไว้เตือนใจตนเอง ว่าอย่าทำอะไรที่ผิดต่อ
    ความศรัทธา คุณค่าความเป็นคนของตนเองนะ....มันไม่คุ้มกันเลย

    หากข้อคิดเลก็ๆ นี้ จะเป็นประโยชน์หรือ เตือนใจให้ท่านผู้ใด
    ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นคน  และใช้ชีวิตทุกกระบวนการ
    ด้วยการตระหนักถึงความถูกต้อง ชอบธรรม ด้วยคุณธรรมจริยธรรมได้ด้วย
    จะรู้สึกยินดียิ่ง

    ด้วยรัก,
    =.=.=.==.=.=.==.=.=.==.=.=.==.=.=.==.=.=.=
    ทำหน้าที่ทุกหน้าที่ให้ดีที่สุด  เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่
    เป็นศิษย์ที่ดีของอาจารย์    เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน
    เป็นครูที่ดีของศิษย์   เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม
    ทำทุกหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดตามวาระเวลาอันควร
    =.=.=.==.=.=.==.=.=.==.=.=.==.=.=.==.=.=.=
     
     
    December 27

    .:: MON 'S SPACES ::.

     

    HappyNewYear2008_mon

    ปีใหม่...เริ่มต้นใหม่กับสิ่งดีงามนะคะ
    อดีตผ่านไป...เหลือไว้แค่ความทรงจำ
    สิ่งดีเก็บไว้สานต่อเป็นกำลังใจ...สิ่งร้ายเก็บไว้เป็นบทเรียน...
    อดีตผ่านแล้ว  ผ่านไป...เริ่มต้นใหม่กับปัจจุบัน
    เรียนรู้...เรียนรู้ที่จะเติบโต
    วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน
    เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ที่จะพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง

    เป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการก้าวเดิน
    ขอให้ระมัดระวังในการก้าวเดินทุกย่างก้าว  ด้วยความไม่ประมาท
    แล้วสักวัน.......สิ่งที่ฝันคงอยู่ไม่ไกลเกินจริง

    ด้วยรัก.

    December 22

    ข้อคิดวันนี้จ้ะ

     

    จงยืนอยู่บนความพอดีของตน...อย่ายืนบนความพอใจของโลก !
    หากเรายืนอยู่บน  ความพอใจของโลก  เราจะหาจุดยืนให้กับตัวเองไม่ได้
    เพราะ  ความพอใจนั้นไม่มีที่สิ้นสุด  ไม่เที่ยง  และเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา

    จงยืนอยู่บนความพอดีของตน  ความพอดีเท่านั้นที่จะมีจุดให้ยืนได้
    และความพอดีก็มีตนนั่นแหละเป็นผู้รู้อยู่   จงมั่นใจในความพอดีของตน
    “จงรู้ตน
    เห็นตน ทำตน”  คือ ทำหน้าที่ของตนในขณะปัจจุบันนั้นให้ดีที่สุด
    เท่าที่จะทำได้  ด้วยความบริสุทธิ์ใจ   เท่านั้นเอง
    !

    -------------------------------------------------------------------------------------------------
    ความพอดีของตน  คือ การยอมรับสภาพที่เป็นจริง   ให้คิดเสียว่า อะไรๆ ก็ดี
    มีแค่ไหน  พอใจแค่นั้น  ดังคำที่ว่า พอใจในสิ่งที่ตนมี ยินดีในสิ่งที่ตนได้
    ไม่ว่าจะอยู่สถานการณ์ไหนก็ดี  เพียงแค่ขอให้มีสติกำหนดรู้เท่าทันความเป็นจริง
    ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้   เพราะ ปัญหามีมาให้แก้  มิได้มีมาให้กลุ้ม
    ท้ายที่สุดของการแก้ปัญหา  คือ
    การทำใจ”   มันเป็นยาขนานเอกเลยทีเดียวนะ
    อะไรๆ ก็ดี  เมื่อเราคิดดี  พูดดี ทำดี มีใจบริสุทธิ์ ...จำไว้ว่า  เราไม่สามารถบังคับ
    ควบคุมสิ่งใดได้  และ ไม่มีอะไรที่จะดำรงอยู่ถาวร ย่อมเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา

    บันทึก


    วันนี้ยังคงมีไข้ต่อจากเมื่อวาน  เลยต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งสำหรับการพักผ่อน นอนหลับ
    สำหรับเราแล้ว   การพักผ่อนด้วยการ"นอหลับ"  ถือได้ว่า เป็นยาขนานเอกเลยทีเดียว
    หลังจากได้นอนเต็มอิ่ม   ตื่นมาก็รู้สึกพอมีแรง  แจ่มชื่นหัวใจขึ้นมานิด    เพื่อที่จะทำ
    ภารกิจอื่นๆต่อไป

    แต่วันนี้ในด้านการเรียนเราก็ยังไม่ดำเนินทำอะไรคืบหน้าเลยนะ    หยิบหนังสือ
    BSC Balanced Scorecard มา  กะว่าจะอ่านสักหน่อย..... แต่พอเริ่มหยิบมาเปิด
    มันรู้สึกเวียนหัว  อ่านไม่ลง ..... จึงต้องยอมทำตามใจ    เอาไว้พร้อมจะหยิบมาอ่านนะจ้ะ

    แต่พอไปหยิบหนังสือเล่มเล็ก ชื่อกตัญญูกตเวทิตาทาน จากจิต-สู่-จิต ธาตุรู้-สู่-ธาตุรู้
    มาเปิดดู  ใจมันก็รู้สึกแจ่มชื่นขึ้น ..... เราจึงเลือกที่จะทำตามหัวใจ  เอามาอ่านสักนิด
    เอ้ะ.... มันก็กลายเป็นยาขนานเอกเหมือนกันนะ ....จากความป่วยไข้นันก็คลายลง

    มันทำให้เราได้รู้ว่า : "จิตเป็นใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง"   เมื่อจิตเราเข้มแข็ง จิดเราสบายแล้ว
    อะไรๆ เราก็จะสามารถทำได้ดี   กายมันก็เนื่องกับจิตนี่หล่ะ

    วันนี้อยู่หอทั้งวัน ... แต่ก็ได้ทำความดี  ด้วยการช่วยแนะนำพี่สาวในการสแกนไวรัส
    และช่วยหาข้อมูลเรื่องการประเมินโครงการ

    สำหรับความดีที่ทำให้ตนเองนั้น... แม้ว่าเราจะยังไม่สบาย  แต่เราก็กำหนดรู้อย่ตลอด
    ระลึกได้เมื่อไรก็ดูลมหายใจ  ดูการเคลื่อนไหวของกายและจิต
    เรายังเป็นเพียงเด็กน้อยในการปฏิบัติ.... แต่เราก็ตั้งสัจจะให้ตนเองว่า เราจะเพียรพยายาม
    ที่จะฝึกตน   ด้วยหวังว่า สักวันหนึ่งฉันจะต้องทำให้ได้ ฉันจะเดินตามทางที่พระสัมพุทธเจ้า
    ได้ถางทางไว้ให้แล้วนี้

    แต่ ณ วันนี้ ฉันมีหน้าที่คือ การเรียน ....  ฉันรับทุนจากสถาบันฯ ให้มาเรียนเพื่อที่จะ
    นำความรู้ไปทำประโยชน์ให้แก่หน่วยงาน  แก่สังคม  ...  ดังนั้น เมื่อรับทุนมาแล้ว
    เราก็ต้องมีความกตัญญูกตเวที   เพราะสิ่งนี้คือพื้นฐานของคนดี   ... เมื่อรับภาระ
    สิ่งใดมาแล้ว   ก็ต้องมีความรับผิดชอบสิ่งนั้น  ....  ฉันจึงต้องทำหน้าที่เรื่องเรียนให้ดีที่สุด
    ให้เต็มความสามารถก่อน  ....  ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรนั้น   ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่จะต้องรู้ในขณะนี้
    หน้าที่เราคือ  ทำปัจจุบันให้เต็มที่ตามสัจจะที่ตั้งไว้ก่อน

    วันนี้บันทึกพอให้ได้รู้ว่ายังมีลมหายใจแค่นี้ก่อนละกัน   ยิ้ม  โชคดีมีความสุขทุกคนทุกท่านจ้ะ
     
    December 21

    วันนี้เหนื่อย...และเพลียมากๆ

     
    วันนี้เป็นอีกวันที่รู้สึกเหนื่อย ไม่สบาย  และเพลียเอามากๆ
    เพราะเราไข้มา 2-3 วันแล้ว  และวันนี้มีเรียนทั้งวัน  ต้องนั่งตากแอร์
    แล้วเรายังมีสอบอีก .......

    สำหรับสาเหตุที่เรารู้สึกเพลีย  ไม่มีแรงนี่  อาจจะเป็นเพราะตอนเที่ยงเราไม่ได้กินข้าวเที่ยงด้วย
    มากินเอาข้าวเย็นทีเดียว   รู้สึกมือสั่นๆ  เพราะฤทธิ์ไข้และฤทธิ์ยาผสมกัน

    เหนื่อย ง่วง  เพลีย......หมดแรง    ..... แต่จะไม่หมดกำลังใจจ้ะ  ยิ้ม

    พรุ่งนี้ยังมีหวัง ...... แต่จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด
    ชีวิตมันก็มีแค่นี้นะ....... เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย
    คนเราเกิดมาเพี่อทำประโยชน์.....ทั้งแก่ตนเองและสังคมนะ
    อย่าคาดหวังอะไรมากนักกับชีวิต.....เพราะชีวิตคือความไม่แน่นอน
    เพียงแต่เรียนรู้....ฝึกฝน......ทำชีวิตให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป


    December 20

    จงเป็นเหมือนพระอาทิตย์

     

    ข้อคิดสำหรับคุณครู และทุกๆ คน


    "จงสังเกตพระอาทิตย์ซึ่งจะส่องแสงสว่างมาให้มนุษย์ทุกคน ให้ความอบอุ่นกับทุกคนไม่มีการเลือกที่จะให้แต่คนรวย หรือเฉพาะกลุ่มบุคคล   พระอาทิตย์มีแต่จะให้อย่างเดียวโดยไม่หวังผลตอบแทน  พระอาทิตย์จะขึ้นแต่เช้าทุกวันไม่เว้นวันเสาร์อาทิตย์   ไม่มีการลาพักผ่อน   นั่นคือ ขอให้เราทุกคนมีแต่ความขยันหมั่นเพียร  ทำประโยชน์โดยไม่หวังผลตอบแทน  ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง"

     

    สัมผัสที่หก  มนุษย์เราโดยเฉพาะเด็กๆ จะสามารถสัมผัสได้ว่า ครูมีเมตตาต่อเขาหรือโกรธเขา   เมื่อครูมีเมตตาก็จะรู้สึกมีความสุขหรืออบอุ่น   ความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากสัมผัสทั้งห้า  แต่เป็นการรับความรู้สึกไปสู่ใจโดยตรง   ดังนั้น ครูที่มีเมตตาจึงเป็นครูที่ช่วยให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด  ด้วยความรัก ความเมตตา  ครูสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน  นักศึกษา  การสร้างแรงบันดาลใจจึงเกิดขึ้นจากใจครูไปสู่ใจของผู้เรียน 

     

    ยิ้ม ด้วยรักและปรารถนาดี 

    December 17

    วันนี้วันพระ .... ไปทำบุญ-ตักบาตรกันนะคะ

     
    วันนี้วันพระ ....ตอนเช้ากะว่าจะไปตักบาตร
    ก็เลยขอเชิญชาวพุทธทุกท่านร่วมทำบุญตักบาตร  เพื่อช่วยรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยืนนาน
    พร้อมทั้งเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว และ เพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายทั้งหลาย

    ชีวิตไม่เที่ยง  ความตายเป็นของเที่ยง    สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา
    ดังนั้น  ควรใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท  อยู่กับปัจจุบัน  ไม่อาลัยในอดีต  ไม่พะวงในอนาคต

    ขอให้ทุกท่านมีความสุข  ยิ้ม
     
    ไปตักบาตรมาแล้วค่ะ  วันนี้ตักบาตรพระ 3 รูป  สามเณร 2 รูป ค่ะ
    ขอให้อนุโมทนาบุญร่วมกันนะคะ
     
    -----------------------------
    พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้  พบจิตให้ทำลายจิต
    December 15

    The 8th APRU Distance Learning and the Internet Conference 2007

       
    Windows Live Spaces